ทำข้อสอบวัดระดับความรู้ เรื่อง Happiness Society สร้างสังคมแห่งความสุข Stop Bullying เพื่อรับเกียรติบัตรออนไลน์ ผ่าน Google Form
สวัสดีครับ วันนี้ผมขอนำกิจกรรมการทำข้อสอบวัดระดับความรู้ เรื่อง Happiness Society สร้างสังคมแห่งความสุข Stop Bullying เพื่อรับเกียรติบัตรออนไลน์ ผ่าน Google form โดยเมื่อท่านได้ทำแบบทดสอบผ่านเกณฑ์ที่ทางผู้จัดกิจกรรมได้กำหนดไว้ ท่านจะได้รับเกียรติบัตรเป็นไฟล์ PDF ดังภาพตัวอย่างที่ได้ทางผมได้นำมาแสดงให้ดูไว้ผ่านทาง Email ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้ตอนทำแบบทดสอบครับ สามารถทำแบบทดสอบได้ที่ปุ่มทำแบบทดสอบด้านล่างเลยครับ

การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในสังคมเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจความจริงรอบตัว พฤติกรรมการรังแกกันในรูปแบบต่างๆ กลายเป็นปัญหาที่สร้างบาดแผลลึกในใจของใครหลายคน การเพิกเฉยต่อสถานการณ์เหล่านี้รังแต่จะทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น การเรียนรู้เท่าทันลักษณะการคุกคาม วิธีการรับมือที่ถูกต้อง ตลอดจนข้อกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิ จึงเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
พี่แอดมินอยากพาน้องๆ ไปเจาะลึกบทวิเคราะห์จากกรณีศึกษา เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในการหยุดยั้งวงจรเหล่านี้ โดยมุ่งเน้นไปที่ข้อเท็จจริงทางจิตวิทยาและหลักกฎหมายที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงได้ทันที
พฤติกรรมการบูลลี่และการระบุประเภทอย่างถูกต้อง
- พฤติกรรมการบูลลี่หรือการกลั่นแกล้งรังแกสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกกลุ่มโดยไม่จำกัดเพศหรือวัย มีรูปแบบทั้งการทำร้ายร่างกายและวาจา ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง ส่วนใหญ่พบเห็นได้บ่อยในเรื่องรูปลักษณ์ ร่างกาย และฐานะ หลักจิตวิทยาวัยรุ่นและการแสดงออกเชิงอำนาจชี้ให้เห็นว่า การรังแกคือพฤติกรรมก้าวร้าวที่ผู้กระทำเจตนาสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้ที่อ่อนแอกว่า เพื่อสร้างความรู้สึกเหนือกว่าหรือชดเชยปมด้อยของตนเอง ตัวอย่างเช่น การล้อเลียนเรื่องฐานะทางบ้านของเพื่อนในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องจนทำให้เพื่อนไม่อยากมาโรงเรียน
- ลักษณะของบุคคลที่มักตกเป็นเป้าหมายของการถูกรังแกคือผู้ที่แยกตัว ไม่ค่อยมีเพื่อน หรือไม่กล้าแสดงออก ทำให้ผู้รังแกมองว่าเป็นเป้าหมายที่อ่อนแอและไม่สู้คนทฤษฎีความเปราะบางทางสังคม (Social Vulnerability Theory) อธิบายว่า ผู้กระทำมักเลือกเป้าหมายที่ประเมินแล้วว่าจะไม่มีการโต้กลับ หรือขาดเครือข่ายเพื่อนคอยช่วยเหลือ เพื่อลดความเสี่ยงที่ตนเองจะถูกลงโทษ ตัวอย่างเช่น เด็กนักเรียนที่นั่งอ่านหนังสือคนเดียวในช่วงพักและไม่ค่อยพูดคุยกับใคร มักโดนกลุ่มเพื่อนเข้าไปหยิบจับสิ่งของไปซ่อนบ่อยครั้ง
- ประเภทของการกลั่นแกล้งตามหลักสากลแบ่งออกเป็น 6 ด้านหลัก ได้แก่ ร่างกาย คำพูด สังคม ไซเบอร์ เพศ และอคติหลักการจำแนกพฤติกรรมก้าวร้าวเชิงสังคม มีไว้เพื่อประโยชน์ในการคัดกรองและบำบัดรักษาอย่างตรงจุด เนื่องจากผลกระทบของแต่ละประเภทต้องการการเยียวยาที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น การกีดกันไม่ให้เพื่อนเข้ากลุ่มทำงานส่งผลต่อระบบคุณค่าในตนเอง ซึ่งต่างจากการทำร้ายทางกายที่ส่งผลต่อความปลอดภัยในชีวิต
การวิเคราะห์สถานการณ์และการจำแนกประเภทความรุนแรง
- การตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายและรุนแรงจัดเป็นการรังแกทางคำพูดทฤษฎีการสื่อสารที่สร้างความรุนแรง (Violent Communication) ระบุว่า วาจาที่มุ่งเน้นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการใช้ถ้อยคำเพื่อโจมตีอัตลักษณ์ของบุคคลอื่น ถือเป็นการสร้างบาดแผลทางใจที่รุนแรงไม่ต่างจากบาดแผลทางกาย ตัวอย่างเช่น การใช้วาจาประชดประชันหรือด่าทอด้วยคำหยาบเมื่อเกิดอุบัติเหตุเดินกระทบกระทั่งกันในที่สาธารณะ
- การแอบถ่ายสรีระหรือของสงวนของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วนำไปพูดคุยในเชิงอนาจารถือเป็นการรังแกทางเพศหลักกฎหมายสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและแนวคิดเรื่องการยินยอม (Consent) ระบุชัดเจนว่า พฤติกรรมใดๆ ที่เป็นการละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะด้วยสายตา วาจา ท่าทาง หรือการใช้สื่อบันทึกภาพ โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้เต็มใจ ถือเป็นการคุกคามอย่างร้ายแรง ตัวอย่างเช่น การนำภาพแอบถ่ายตู้เสื้อผ้าหรือขณะแต่งตัวของเพื่อนไปส่งต่อในกลุ่มแชทส่วนตัว
- พฤติกรรมที่เกิดจากความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่ชอบลักษณะรูปร่างหน้าตาของผู้อื่นแล้วนำความรู้สึกนั้นมาตัดสินและแสดงพฤติกรรมกลั่นแกล้งจัดเป็นการรังแกด้านอคติหลักการประเมินคุณค่าบุคคลจากรูปลักษณ์ภายนอก (Body Shaming) เกิดจากการที่ผู้กระทำนำมาตรฐานความงามของตนเองไปครอบงำผู้อื่น และใช้เป็นข้ออ้างในการลดทอนคุณค่าของคนที่มีความแตกต่าง ตัวอย่างเช่น การล้อเลียนความสูงหรือน้ำหนักของเพื่อนร่วมงานในที่ประชุมเพื่อให้เกิดความอับอาย
- การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการเผยแพร่ข้อมูลหรือรูปภาพที่ทำให้ผู้อื่นอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียง และไม่ยอมแก้ไขเมื่อได้รับการร้องขอจัดเป็นการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์หลักจิตวิทยาสื่อสังคมออนไลน์ แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมกลั่นแกล้งบนโลกดิจิทัลมีความรุนแรงและแพร่กระจายได้รวดเร็ว เนื่องจากข้อมูลสามารถคงอยู่ตลอดไปและผู้กระทำมักรู้สึกว่าไม่ต้องรับผิดชอบเพราะซ่อนตัวอยู่หลังหน้าจอ ตัวอย่างเช่น การสร้างมีมล้อเลียนภาพหลุดของเพื่อนแล้วแชร์ลงในกลุ่มเฟสบุ๊คโดยไม่ยอมลบออก
- การลงมือตบหัวเป็นการใช้กำลังบังคับและทำร้ายโดยตรงเพื่อตอบสนองความไม่พอใจของตนเองจัดเป็นการกลั่นแกล้งทางร่างกายหลักกฎหมายอาญาว่าด้วยการประทุษร้ายต่อกาย ถือว่าพฤติกรรมนี้เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานและมีความผิดชัดเจน โดยไม่มีข้ออ้างด้านความสนิทสนมมาหักล้างได้ ตัวอย่างเช่น การใช้กำลังชกต่อยหรือตบศีรษะเพื่อนเมื่อปฏิเสธที่จะแบ่งปันสิ่งของให้
ทักษะการป้องกันและการรับมืออย่างมีสติ
- การรับมือเฉพาะหน้าเมื่อเผชิญหน้ากับการบูลลี่คือการนิ่งเฉยไม่แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบโกรธเคืองทฤษฎีการลดแรงเสริมพฤติกรรม (Extinction Theory) อธิบายว่า ผู้รังแกมักขับเคลื่อนด้วยความต้องการเห็นปฏิกิริยาตอบสนอง เช่น ความกลัว น้ำตา หรือความโกรธ หากเป้าหมายนิ่งเฉย พฤติกรรมรังแกจะค่อยๆ ลดลงเพราะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ตัวอย่างเช่น เมื่อโดนล้อเลียนชื่อผู้ปกครอง การเดินเลี่ยงไปทางอื่นโดยไม่หันไปสบตาหรือโต้เถียงจะช่วยตัดวงจรได้ดีที่สุด
- พฤติกรรมที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือการใช้ความรุนแรงและพวกมากลากไปทำร้ายผู้อื่นหลักการจัดการความขัดแย้งเชิงบวก เน้นย้ำว่าการโต้ตอบด้วยความรุนแรงไม่เคยยุติปัญหา แต่จะเปลี่ยนสถานะจากเหยื่อให้กลายเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง และทำให้สถานการณ์บานปลายจนไม่สามารถควบคุมได้ ตัวอย่างเช่น การพาเพื่อนต่างห้องไปดักรุมทำร้ายคนที่เคยมาพูดจาล้อเลียนตนเอง
- ทักษะการป้องกันที่ถูกต้องสามารถใช้หลายวิธีควบคู่กันได้ เช่น ใช้ความนิ่งเพื่อไม่ให้ผู้แกล้งได้ใจ ตอบโต้ด้วยคำสุภาพเพื่อแสดงจุดยืนอย่างประนีประนอม หรือหากรุนแรงเกินไปควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญหลักการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience) สนับสนุนให้บุคคลมีทางเลือกในการตอบสนองที่หลากหลายตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อปกป้องสิทธิและความปลอดภัยของตนเอง ตัวอย่างเช่น การพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่จริงจังว่า “เราไม่ชอบให้พูดแบบนี้ รบกวนหยุดด้วย” ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมา
- สิ่งที่ไม่มีความจำเป็นและไม่ควรนำมาใช้ในการแก้ปัญหาคือการใช้อารมณ์ในการตัดสินหลักการควบคุมอารมณ์และสติปัญญา (Emotional Intelligence) ระบุว่า เมื่อมนุษย์ถูกครอบงำด้วยอารมณ์โกรธหรือกลัว สมองส่วนเหตุผลจะทำงานลดลง นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและสร้างความเสียหายตามมา ตัวอย่างเช่น การขว้างปาสิ่งของใส่กลุ่มคนที่กำลังนินทาจนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ
- เมื่อมีบุคคลเริ่มใช้ความรุนแรงทางวาจาเข้าข่ายการบูลลี่ ผู้ถูกกระทำจำเป็นต้องใช้ทักษะการป้องกันตนเองเพื่อหยุดยั้งพฤติกรรมนั้นหลักการกำหนดอาณาเขตส่วนบุคคล (Personal Boundaries) คือการแสดงออกให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าพฤติกรรมใดที่ยอมรับไม่ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการยกระดับความรุนแรงในอนาคต ตัวอย่างเช่น การปฏิเสธที่จะยืนฟังถ้อยคำหยาบคายและเดินแยกตัวออกไปทันที
- ในสถานการณ์เฉพาะหน้าเมื่อพบว่าคนรอบข้างกำลังนินทาร้ายแรงเกี่ยวกับตนเอง สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือทักษะการนิ่งเฉยไม่สนใจคำพูดของผู้อื่น แล้วนำเรื่องไปปรึกษาครูหรือผู้ใหญ่ในภายหลังหลักการจัดการวิกฤตเฉพาะหน้า เน้นการเอาตัวรอดจากสถานการณ์กดดันเพื่อความปลอดภัยทางอารมณ์ การเข้าไปปะทะในขณะที่อีกฝ่ายกำลังรวมกลุ่มจะทำให้เสียเปรียบ ตัวอย่างเช่น การเดินผ่านกลุ่มคนที่กำลังพูดจาใส่ร้ายด้วยท่าทีสงบ แล้วนำหลักฐานหรือเรื่องราวไปแจ้งผู้มีอำนาจหน้าที่ดูแล
ข้อกฎหมายที่ควรรู้เพื่อการคุ้มครองสิทธิ
- การนำรูปของผู้อื่นไปตั้งเป็นโปรไฟล์เพื่อหลอกลวงบุคคลอื่น มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 16หลักกฎหมายคุ้มครองอัตลักษณ์บุคคลบนโลกออนไลน์ บัญญัติขึ้นเพื่อลงโทษการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ ซึ่งปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ หรือดัดแปลง โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ตัวอย่างเช่น การสวมรอยใช้รูปเพื่อนสนิทไปเปิดบัญชีออนไลน์เพื่อทักไปขอยืมเงินจากบุคคลที่สาม
- มาตราฐานความผิดหลักของการ Cyberbullying บนโลกออนไลน์ถูกควบคุมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 16หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในยุคดิจิทัล มุ่งเน้นการเอาผิดผู้ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่น เนื่องจากความเสียหายบนโลกออนไลน์แพร่กระจายได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตัวอย่างเช่น การตัดต่อภาพเพื่อนร่วมชั้นเรียนให้มีลักษณะลามกอนาจารแล้วนำไปแชร์ในกลุ่มสาธารณะ
- การใช้คำพูดข่มขู่คุกคามสวัสดิภาพเพื่อให้เหยื่อเกิดความหวาดกลัวและตกใจ เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392หลักกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยและเสรีภาพทางจิตใจ ระบุว่า ผู้ใดทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจโดยการขู่เข็ญ ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตัวอย่างเช่น การพูดข่มขู่เพื่อนว่าหากนำพฤติกรรมทุจริตไปบอกครูจะดักทำร้ายหลังเลิกเรียน
- การนำเรื่องไม่จริงหรือเรื่องที่ทำให้เสียหายไปบอกแก่บุคคลที่สาม ซึ่งส่งผลให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกเกลียดชังหรือตัดขาดจากสังคม มีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326หลักกฎหมายคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคล มีไว้เพื่อเอาผิดผู้ที่ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ตัวอย่างเช่น การสร้างข่าวลือว่าเพื่อนในห้องมีพฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อย จนทำให้เพื่อนคนอื่นพากันแบนและไม่ยอมให้เข้ากลุ่มทำงาน
แนวทางการจัดการเมื่อพบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรง
- หากพบเจอสถานการณ์ที่มีคนถูกล้อเลียนเรื่องหน้าตาและเพศสภาพ วิธีที่ถูกต้องและปลอดภัยคือแจ้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไขหลักการสร้างระบบสนับสนุนทางสังคม (Social Support System) ระบุว่าการนิ่งเฉยหรือเข้าไปร่วมวงจะยิ่งส่งเสริมพฤติกรรมของผู้รังแก การนำเรื่องไปแจ้งครู ที่ปรึกษา หรือนักจิตวิทยาโรงเรียน จะช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างมีระบบและยั่งยืน ตัวอย่างเช่น การเดินไปแจ้งอาจารย์ฝ่ายปกครองเมื่อเห็นรุ่นพี่กำลังรุมล้อเลียนรุ่นน้องที่มีความหลากหลายทางเพศ
- หากพบเจอสถานการณ์ที่มีการทำร้ายร่างกาย สิ่งที่ต้องทำทันทีคือแจ้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางแก้ไข และถ่ายคลิปเพื่อเก็บเป็นหลักฐานหลักการคุ้มครองความปลอดภัยขั้นวิกฤตและการรวบรวมพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยการถ่ายคลิปวิดีโอต้องทำในระยะที่ปลอดภัยเพื่อใช้เป็นหลักฐาน และต้องรีบประสานเจ้าหน้าที่เข้าระงับเหตุทันที ตัวอย่างเช่น การใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทจากมุมตึกก่อนจะวิ่งไปเรียกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มาห้ามปราม
แหล่งข้อมูล: ราชกิจจานุเบกษา, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
เนื้อหานี้เป็นการสรุปและวิเคราะห์เพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้ น้องๆ ควรศึกษาเพิ่มเติมและตรวจสอบกับบทความอย่างเป็นทางการของหน่วยงานผู้จัดสอบอีกครั้งเพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด
เรียบเรียงโดย quizeducate.com
คำแนะนำ! ก่อนเริ่มทำแบบทดสอบ
คลิกเพื่อคำนวณสัดส่วนคะแนน
ป้อนคะแนนเพื่อตรวจสอบเปอร์เซ็นต์ตามสูตร: (คะแนนที่ได้ ÷ คะแนนเต็ม) × 100
หวังว่าเรื่องราวที่นำมาฝากในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะของทุกคนนะครับ สำหรับใครที่อยากต่อยอดความรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บนเว็บไซต์ของพี่แอดมินยังมี เกียรติบัตรออนไลน์ และคลัง ข้อสอบออนไลน์ อีกมากมายที่คัดสรรมาจาก มหาวิทยาลัย และหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นการ ทำข้อสอบ เพื่อ วัดระดับ ความรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาจีน หรือการ สอบวัดระดับอังกฤษ โดยเฉพาะ ข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ CEFR ที่น้อง ๆ สามารถเลือก ทดสอบ CEFR ออนไลน์ เพื่อประเมินทักษะของตนเองผ่าน ข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษพร้อมเฉลย ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ ม.ปลาย ไปจนถึงมหาวิทยาลัยเลยครับ
นอกจากนี้ สำหรับเพื่อน ๆ ที่มองหาช่องทางอัปเกรดโปรไฟล์ พี่แอดมินได้รวบรวมคอร์ส E-learning สำหรับการ อบรมออนไลน์ ที่เปิดให้ อบรมฟรีได้เกียรติบัตร ทั้งในด้านความรู้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี AI ที่กำลังมาแรง รวมถึงยังมี แบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ และตัวช่วยอย่าง เท็มเพลตหน้าปก Portfolio หรือ หน้าปกรายงาน สวย ๆ ไว้ให้น้อง ๆ ม.ปลาย ได้ดาวน์โหลดไปใช้ประกอบการยื่นพอร์ตฯ TCAS หรือสมัครเรียนต่อได้อย่างมืออาชีพ
สาระน่ารู้และ เกียรติบัตรออนไลน์ เหล่านี้ พี่แอดมินตั้งใจอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ จากทั้ง กศน. และหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เข้ามาทุกวันเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์เสมอ โดยทุกคนสามารถเลือกเข้าชมได้ง่าย ๆ ผ่านแถบเมนูด้านบน หรือมุมซ้ายบนสำหรับผู้ใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือครับ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณน้อง ๆ ทุกคนที่ติดตามบทความของพี่แอดมินเสมอมา หากมีข้อแนะนำหรือคำถามใด ๆ สามารถแจ้งพี่แอดมินได้ทันที หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: ศูนย์รวมเกียรติบัตรออนไลน์ และแบบทดสอบออนไลน์ฟรี ครับ



